สตอร์เรียกพี่/ เฮียเจ็ด

posted on 14 Dec 2008 22:59 by triwoottipong
 

"ฉันยังไม่รู้เลย จะลงเอยเช่นไร สิ่งที่ตัวฉันเอง คิดอยู่ทุกวัน นั้นถูกไหม เพราะว่าในสายตา เธอดูมีเลศนัย แต่ก็เหมือนว่าแค่แกล้งทำ เพียงต้องการทำให้ฉันนั้นหวั่นไหว" ฉันก็ไม่รู้ว่าที่ไหนควรจะยืน
ต้องทนขืนข่มความข้องใจ *ฉันก็ไม่รู้ระหว่างเราคืออะไร มันคืออะไรที่เธอคิดกับฉัน คนที่สนใจหรือเล่นๆไป ทำแบบไหนที่เราจะคบกัน หรือต้องให้ฉันแค่แอบมีเธอในใจ แค่นี้ใช่ไหมที่เธอคิดกับฉัน บอกกับฉันที ฉันไม่เข้าใจ "ระหว่างเรามันควรเป็นเช่นไร ไม่รู้เลย" .......... จบไปแล้วนะครับ สำหรับเพลง "ระหว่างเราคืออะไร" ผลงานของน้อง "เลียดิ" เจ้าหญิงอาร์แอนด์บี จากคุณ "หน้าเหลี่ยม" ถึง "บักห้อย"

   ซะโอ้ยย ท่าทางเพลงนี้คงจะโดนใจบักเหลี่ยมมิใช่น้อย  หลังจากสลัดปลายปากกา ใช้เพลงดาบน้ำหมึก กรีดหัวใจอันสุดแสนจะต่ำช้าของพวกนักการเมืองสามารมามากหลายบทความแล้ว วันนี้เฮียก็ขอสวมวิญญาณดีเจ จัดเพลงให้เข้าๆกับบรรยากาศ เนื่องจากเมื่อไม่กี่วันมานี้ ที่เมื่อเฮียได้เห็นภาพที่แล้วรู้สึกคลื่นไส้ กระอักกระอวล อยากจะอาเจียน ก็คือภาพที่บักห้อยกอดไซ้ไล้คอกับ "คนหน้าหล่อ" อย่างไม่อายฟ้าอายดิน ทั้งที่ก่อนหน้านี้จ้องแต่จะกินเลือดกินเนื้อกัน โดยเฉพาะเดอะห้อย ที่เมื่อก่อนช่วยบักเหลี่ยมทั้งใต้ดินบนดิน ทั้งๆที่รู้ว่าฝั่งไหนถูกฝั่งไหนผิด แต่ก็กระไร ช่วยบักเหลี่ยมหลังชนฝา แต่สำหรับเดอะห้อยแล้ว การกระทำที่มิรู้จักอายฟ้าดินเยี่ยงนี้ ก็คงถือเป็นเรื่องธรรมดา กลุ่ม30 ส.ส.ของพวกแกถึงได้ชื่อว่า "แมวเก้าชีวิต" ที่ฆ่าเท่าไหร่ก็มิรู้จักตาย พอเห็นเจ้านายคนไหนท่าทางจะไปไม่รอด ก็หนีไปบ้านอื่น คลอเคลีย อ่อยเหยื่อ ให้ท่าสารพัดสาระเพ จนได้เจ้าของใหม่ ว่าแล้วก็นึกึงถึง "เดอะห้อยรุ่นพ่อ" จะว่าไปแล้ว เชื้อก็ไม่ทิ้งแถว เรียกได้ว่าแบร์นเนม  "shitไลค์" เขารักษาคุณภาพตามแบบ ISO 91000 ซะจริงๆ พอดูพฤติกรรมของ "เดอะห้อยรุ่นพ่อ" ที่ทำให้คนที่เห็นนั้นต้องอึ้งกับสิ่งที่แกทำ แต่แหม จะว่าไปแกก็ทำให้ชาวโลกต้องอึ้งมาตั้งแต่แกมีลูกเป็นบักห้อยโหนแล้ววว พฤติกรรมที่ทำให้นึกถึงลูกแกก็คือ เมื่อไม่กีวันมานี้ นักการเมืองเขี้ยวลากเดินอย่าง "ท่านเลขา ณ สุราช" ที่เป็นมือดูดสส.ระดับพระกาฬ สังกัดค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผม ได้รวบรวมรายชื่อของ ส.ส.ของค่าย รวมกับกบฏพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ยื่นขอเปิดสภาฯ สมัยวิสามัญเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี งานนี้แบรนด์เนมอย่างshitไลค์ มีหรือจะไม่แสดงคุณภาพการพลิ้วยิ่งกว่าธง9x10เมตร โดยเปลี่ยนลุกซ์จากกน้ามือเป็นหลังมือ เอาใจฝั่งของคนหน้าหล่อเป็นพิเศษ แบบว่า อยากได้อะไรบอกมา เดี๋ยวพ่อจัดให้ ซึ่งเป็นปรากฏการที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในการประชุมสภาฯ ตลอด10เดือนที่ผ่านมา อย่างเช่นเมื่อเร็วๆนี้ ในวันเปิดประชุมสภาฯสมัยนิบัญญัติ เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ห้อยรุ่นพ่อก็เพิ่งไล่ 2 ส.ส. ในค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผม อย่าง "ท่านหมอเชียงใหม่ ณ พิษณุโลก" และ "อาเฮียดินแดง" ออกจากห้อมประชุม ฐานไม่ถอนวาทะอันเฉือดเฉือนใจเช่น "รัฐบาลโนบิตะบริหารประเทศเพื่อบักเหลี่ยม"  ทำให้ "เด็กตรังหน้าแว่น"  ที่เรียนปริญญาโทได้เกียรตินิย อันดับ 1 จาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ถึงกับลั่นปากว่า "คงทำงานร่วมกันไม่ได้แล้ว" แต่ภาพอุจาดตาที่เด็กต่ำกว่า18ห้ามดูวันนี้ บักห้อยรุ่นพ่อกลับกอดจูบลูบคลำ ส.ส. ทั้ง2 คนอย่างรักใคร่ พร้อมขอโทษขอโพยซึ่งกันและกันอย่างไม่อายฟ้าดิน

   โถ่ จะว่าไปช่วงนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมีเรื่องช็อคประวัติศาสตร์แค่นี้ ยังมีเรื่อง "มหกรรมการดูด" ทั้งเร่าร้อน รุนแรง ทั้งซับซ้อน พิสดาร ระไม่ว่าหมดนวดอ่างไหน สำนักไหนก็แล้วแต่ มิอาจเทียบได้ติดแม้แต่น้อย ขนาดมือดูดระดับพระกาฬอย่าง "ท่านเลขา ณ สุราช" ต้องซู๊ดปากและขาสั่นระริกๆเพราความเสียววววววสะท้านไปทั้งตัว เพราะเดี๋ยวนี้ตัวตัวเลขระดับ7หลักนั้นต้องถือว่ากระจอกไปแว้วว ว่ากันว่าระคาระดับปัจจุบันพุ่งกระฉูดไปถึง 8 หลัก หรือตกประมาณสิบๆ ล้านขึ้นไป ต่อคน ต่อหัว เล่นล้วงๆ ควักๆ กันด้วยเงินสดๆ หนาเป็นปึกๆ ปึ๊งๆ เช่นนี้ ไม่ว่าใครก็เถอะ ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเกสรอ่อนระทวยไปตามๆกัน

    แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้ อะไรต่อมิอะไรมันคงจะ พลิกกลับ สลับขั้ว ไม่ได้ง่ายๆอีกต่อไปแล้ว พูดง่ายๆว่า ถึงจะออกแรงดูดแบบสุดฤทธิ์สุดเดชสักเพียงใด แต่สิ่งที่ดูดๆดึงๆกลับมา ไม่ว่าจะเกินกึ่งหนึ่งไป 5 เสียง 10 เสียง หรือ 20-30 เสียงก็เถอะ! มันคงจะหยิบมาทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแทบไม่ได้ เพราะขนาดมีเสียงครบถ้วน แน่นหนา เกินกว่า 300 เสียงซะอีก ยังมีแต่ ตาย กับ ตาย มาแล้วถึง 2 นายกรัฐมนตรี 2 รัฐบาลซ้อนๆ แล้วกับแค่ 220-240 เสียง ยังๆก็ไปมิรอดดอก

    แม้นจะมีการทอดสะพานถอยหลัง จากฝั่งสำนักเหลี่ยม ถึงขั้นต้องวานจินตนาการด้วยว่า รัฐบาลเพื่อชาติ ที่มีแต่ฝ่ายรัฐบาลล้วนๆ ไม่เหลือฝ่ายค้านติดสภาฯ เอาไว้เลย แต่การแสดงออกในลักษณะเช่นนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงอาการที่เรียกกันว่า "หมาหวงอำนาจจนตรอก" ยิ่งต้องไปอาศัยไหว้ว่านคนอย่าง "เขียดตะปาดวังน้ำเย็น" ที่เป็นคนไหลไปไหลมายิ่งกว่าปลาไหลใส่สเก็ตแถมกระโดดข้ามฉ็อตโน้นฉ็อตได้อย่างน่าไม่อายไม่เคยมีจุดยืนเป็นหลักแหล่ง เป็นตัวเดินสาย อันนี้...ต้องเรียกว่า...หมดแล้ว!  คิดยังไงก็ไม่รู้ จะตั้งรัฐบาลทั้งที ดันต้องพึ่งบริการพรรคต่ำสิบ ต่ำสุดของประเทศ ที่มี ส.ส. เพียง 5 เสียง  หากจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พ่อเขียดตะปาดไม่มีบารมีและความน่าเชื่อถือทางการเมืองแม้แต่น้อย ที่จะทำให้คนอื่นคลานตามไปร่วมเป็นทาสระบอบเหลี่ยม  ที่แกเที่ยวอวดโวหารผู้เฒ่า-ผู้แก่ปาวๆ แล้วพรรคอื่นเขาเงียบเฉยนั้น หาได้ซาบซึ้งศรัทธาอะไรหรอก หากแต่ไม่มีผู้ใดจะให้ความสำคัญ นึกซะว่า "แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน สงสัยจะรับประทานที่ดินรัฐ อิฐ หิน ปูน และสัมปทานอื่นๆอีกมากมาย แถมเพิ่งจะรับเงินเน่าๆของบักเหลี่ยมมา ก็เลยสติสตางค์ไม่ค่อยดี ปล่อยแกหลงของแกไปตามเรื่องตามราวคนเดียวเถอะ" ฉะนั้นก็ไม่แปลกอะไร ที่แกตั้งโต๊ะเก้อ เตรียมอาหารซะเวอร์เต็มบ้านเลย แถมเชิญ 4 พรรคมาประกาศศักดานุภาพ แต่ไม่มีใครมา เงียบเป็นเสียงเป่าสาก พ่อเขียดแกก็เลยฉุนใหญ่ โทรตามทุกตัว เฮ้ย ทุกคน ต่างคนก็หาข้ออ้างต่างๆนาๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาร่วมสังคกรรมกับป๋าเขียด แต่พอด๊พอดีมีเพื่อนเป็นจิ๊งจกอยู่แถวนั้น ก็เลยทราบข้อแกตัวของแต่ละคน แต่เห็นมีน่าขำสุดแล้วดูไม่ค่อยเนียนก็จะมี "เจ๊เป้า" แต่งานนี้ป๋าเหนอะ เอ้ยเขียด ช่างรู้สึกว่ามุขนี้ไม่ฮา แต่กลับรู้สึกว่ามันไปแยงแผลในใจ ที่ตนเองเป็นผู้ใหญ่ที่เด็กมันไม่เต็มใจไหว้ เพราะเด็กมันไม่เคารพ ก็เจ๊เป้าเล่นบอกว่า " โอ้ยย.... เจ๊ปวดฟันอะ...พอดีวันนี้มีนัดหมอฟันด้วย....งั้นเดี๋ยวขอตัวไปหาหมอฟันก่อนะค๊ะป๋า....โอ๊ย!ปวดฟันอะ" ก็แหม หมอฟันอะ เลื่อนนัดเป็นวันอื่นก็ได้นะครับ ถ้าเจ๊แกเห็นเรื่องนี้สำคัญจริงๆ ก็คงเลื่อนนัดหมอฟันไปเป็นวันอื่นแทน เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งรีบ เหมือนกับเรื่องจัดตั้งรัฐบาล "นี่เฮีย มาว่าป้าโกหกได้ไง ป้าปวดฟันน๊ะ โอ้ย!!! ปวดฟันอะ โอ้ยยย!!! ก็ปวดฟันอะ ไม่เข้าใจรึไง" เจ๊เป้า (คงจะ) กล่าว (กับเฮียแบบนี้) (*อย่างไรก็ดี ขออย่าให้เจ๊เป้ามาอ่านเจอคอลัมน์ของผมเล๊ยยยย)

    แหม ความจริงก็น่าคิดสักหน่อย ถ้าพวกนั้นจะร่วมตั้งรัฐบาลกับสำนักเหลี่ยมละก็ เขาแค่ไปพูดคุยโดยตรงกับสำนักเหลี่ยม หรือเจ้าสำนักตัวจริงไม่ดีกว่าหรอ ทุกอย่างจะไม่เรียบร้อยกว่าต้องไปทำอะไรผ่าน "พ่อค้าคนกลาง"

อย่างป๋าเขียด ดอกหรือ? และแท้ที่จริง เจ้าสำนักเหลี่ยมเอง เป็นฝ่ายโทรตามหาทุดพรรคให้ควั่กอยู่แล้ว ถ้าเข้าไปเพราะเจ้าสำนักสั่ง จะไม่มากยศ-มากวาสนากว่าไปเพราะผู้เฒ่า-ผู้แก่อย่างนายเขียดจอมเห่าหอนดอกหรือ?  ช่างเป็นการเดิมเกมที่ไม่ฉลาดเลยสำหรับสำนักเหลี่ยมในครานี้  ก็แหม ความเป็นสำนักเหลี่ยม และระบอบเหลี่ยมในตอนนี้ เหลืออยู่แค่ "3 เกลอหัวขวด" อย่างเช่น "อดีตนักข่าวเฉียดคุ๊ก"  "เด็กช่างนครฯ" "ไอ้โฆสกเด็กใต้ปากสุนัขไม่รับประทาน" และ "เสี่ยลูกกบบ้ากอล์ฟ"  จะว่าไป บุคคลที่เฮียเพิ่งจะกล่าวถึงในข้างต้น ยังมีความเป็นเจ้าสำนักเหลี่ยมมากกว่า "อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย" ที่เป็นเพียง "หัวหน้าพรรคอุปโหลก" เท่านั้น สรุปก็คือ พวกบิ๊กๆ หัวๆ ตัว เอ้ๆ คนอื่น นั้น ตอนนี้ เขา "หลาเลี้ยว" หลบไปนอนลูปพุง นับเงินกันเพลินไปแล้ว ไม่ค่อยมีใครเขาเอามือมาซุกหีบด้วยหรอก "รู้หลบเป็นปีก รูหลีกเป็นทาง ไม่มียาง (อาย) เป็นนักการเมือง" รู้จักป๊ะ "มหกรรมการดูด" ครั้งนี้ จึงไม่น่าจะมีอะไรมากไปกว่า การถูกหลอกรับประทาน อีกนั่นแหละ ถึงจะอุตสาห์สะสมโกงเงินทองเอาไว้ทั้งชีวิต เป็นแสนๆ ล้านๆ แต่สุดท้าย.....หนีไม่พ้นต้องควักมาให้สุนัขรับประทานกันตัวแล้วตัวเล่า บางตัวรับประทานไปแล้ว ถ้าหากยังพอช่วยเลียมือเลียเท้าให้อุ่น นิ่มๆ ได้ชั่วคราวก็ถือว่าโชคดีไป แต่หลายต่อหลายตัวหลังจากรับประทานเสร็จสิ้น ยังหันมาแว้งกัด งับมือ งับตีน ก็มีอยู่มิใช่น้อย แต่ทั้งๆที่ถูกกัด ถูกงับคาปากกันสดๆ ยังมิวายเอาเงินออกมาทุ่ม แบบนี้จะไม่ให้เรียกว่าโง่แล้วโง่เลยได้กระไร อาจจะเก่งในการโกงหาเงิน หาทอง ร่ำรวยมหาศาลขนาดไหน แต่คงเลี่ยงไปได้ที่จะต้องสรุปว่า "อภิมหาโง่" ชัดๆ ไม่ทราบว่าไปเสพอำนาจมากจนทำให้สมรรถภาพถดถอยหรือเปล่า รู้จัดเพลาๆบ้างก็ดีนะครับ เพราะพวกนี้คอยเกลือกกลิ้งเศษเดนที่หกหล่นอยู่ บ้างก็หลอกรับประทานบักเหลี่ยมยามหน้ามืดเป็นจ๊อบๆ เห็นไหมนผมบอกแล้ว พระจันทร์ยิ้มมันคือสัญญาณจากพระเจ้าว่า "คนดีจะอยู่ได้ คนจัญไรจักสูญพันธุ์"

   วันนี้ไหนๆก็เริ่มด้วยเพลงแล้วนะครับ อยากให้จบด้วยเพลง "ฟ้าเปลี่ยนสี" ของพี่ "โรซี่" นะครับ

 อยู่กับรอยน้ำตา อยู่กับวันที่ฟ้าหม่น ไม่มีสักคนจะเห็นใจ เหนื่อยมานานแสนนาน เหนื่อยกับคืนฝันร้าย ไม่มีอะไรที่สวยงาม * มันอาจเป็นเพียง แค่บททดสอบจากเบื้องบน คงมีเหตุผลที่เป็นอย่างนี้/ ** บอกใจอย่าได้ไหวหวั่น สักวันฟ้าจะต้องเปลี่ยนสี ชีวิตคงไม่ร้ายกว่านี้ ต้องมีวันพรุ่งนี้ที่เป็นของเรา*/ เจ็บเป็นธรรมดา ปล่อยน้ำตามันไหลไป ห้ามมันไม่ไหวก็ช่างมัน แต่อย่าเพิ่งท้อใจ ปลอบตัวเองอยู่ทุกวัน ว่าคงไม่นานจะพ้นไป

edit @ 14 Dec 2008 23:06:32 by Nae

~~~เฮ้อ~~~ สงสารประเทศไทยจัง เหมือนจะหมดหวังไม่มีทางออก ต้องวนเวียนอยู่กับการเมืองเน่าๆ ถึงแม้ดู พรรคของคนหน้าหล่อ ที่ดูเหมือนก่อนน่านี้จะมีลุคซ์เหมือนพระเอกพี่พอจะฝากความหวังไว้ได้ แล้วก็หวังว่า การเมืองบ้านเราจะกลายเป็นการเมืองอารยะไม่ใช่ยุคของนักเลือกตั้งอีกต่อไป แต่เรื่องที่เฮียได้ยินมาจากญาติผู้ใหญ่ที่อยู่ในสังกัดพรรคคนหน้าหล่อนั้น กับทำให้เฮียทั้งกลุ้มใจ และท้อแท้ เหมือนกับว่าที่พี่น้องของพวกเราลงทุนไปทั้งหมดมันสูญเปล่า ทั้งชีวิต อวัยวะ เงินทอง เวลา และอื่นๆอีกมากมาย   เสียแรงที่เคยฝากความหวังไว้กับคนเหล่านั้น

       เมื่อก่อน สมัยที่พวกเรายังต้องต่อสู้เพื่อโค่น พวกสำนักเหลี่ยมครึ่งบกครึ่งน้ำเราก็ทั้งเบื่อการเมืองเก่าที่บริหารบ้านเมืองไร้ประสิทธิภาพ หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้ (นัก) การบริหารบ้านเมืองเหล่านั้นไรสมรรถภาพ เอ้ย ประสิทธิภาพ ก็คือ การเอาแต่พรรคพวก ให้ตำแน่งรัฐมนตรีตามโกว์ต้าร์ ส.ส. และใช้เงินซื้อ ส.ส. เพื่อให้คนในฝั่งตนนั้นเป็นรัฐบาล แต่เมื่อเราโค่นพวกสำนักเหลี่ยมครึ่งบกครึ่งน้ำได้แล้ว เราก็ฝากความหวังของการเมืองใหม่ไว้กับสำนักของคนหน้าหล่อ แต่แล้ว พฤติกรรมไม่ว่าจะเป็นของ คนหน้าหล่อเจ้าสำนัก หรือ ท่านเลขา ณ สุราชที่เคยมีดรีกรีเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กลับเผยท่าแท้ สันดานชั่ว ที่ในหัวคงท่องแต่ อำนาจ อำนาจ อำนาจ จนเก็บเอาไปนอนละเมอ จน อีเมียกระแดะ (ที่คนเขาเมาท์กันสนั่นหวันไหวว่าตอนเรียนอยู่ในรั้วจามจุรีนะไม่เคยเข้าห้องน้ำข้างในมหาลัย ต้องขมิบรูไว้ เดินออกมาเข้าที่สยาม) ของขึ้น นึกว่าคุณผัวหัวหงอกของแกไปมีอีหนูชื่อว่าอำนาจ  ที่บอกว่าสำนักนี้เขาเผยท่าแท้ออกมา ก็เพราะ การที่สำนักนี้สามารถจัดตั้งรัฐเบ็งเส็งคารได้ ไม่ใช่เพราะมี ผู้วิเศษหัวสว่างชุดเขียว ช่วยเป่ามนต์สะกดอย่างเดียว  แต่หากเป็นเพราะให้ตำแหน่งโกว์ต้าร์รัฐมนตรีเยอะเป็นพิเศษ แบบที่เฮียนั้น ตั้งแต่ออกมาจากรูหลืบของแม่ไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อนแต่อย่างใด ต่อให้ เจ้าสำนักหน้าเหลี่ยม ที่ขึ้นชื่อลือชาด้านนี้รู้ยังต้องอึ้ง เรื่องของเรื่องก็กลัวจะไม่ได้เป็นรัฐบาลจัด เพราะครั้งที่แล้วที่อดเป็นก็เพราะงก งกมากก็เลยอดทั้งหมด เป็นฝ่ายค้านแมร่งพรรคเดียวเลย  พออำนาจ สัมปทาน อิฐ หิน ปูน ไม่ตกถึงท้องมาหลายปี คราวนี้มีโอกาสจะได้เขมือบ จึงไม่ลังเล

      อย่าคิดเพียงว่า ปล่อยให้บ้านเมืองเกิดสูญญากาศไม่ได้ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง หรือคิดง่ายๆว่า ถ้าค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผมของคนหน้าหล่อทำอะไรก็ไม่ผิด แต่ถ้าพรรคการเมืองอื่นทำก็จะเจอโวหารของสำนักตนที่เต็มไปด้วยทนายความและนักโต้วาทีออกมาฟาดฟัน         วันนี้การเปลี่ยนขั้วเป็นรัฐบาลโดยพรรคของคนหน้าหล่อเป็นแกนนำ ดูจะกลายเป็นยอดปรารถนาของคนในสังคมส่วนหนึ่ง และนักธุรกิจใหญ่ๆในบ้านเมืองก็จริงอยู่ แต่ก้าวเดินสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของพ่อหน้าหล่อต้องสง่างามกว่านี้และตอบคำถามของสังคมได้ด้วย ไม่ใช่เพียงแค่มีตัวเลข ส.ส.ในมือ และละทิ้งคำถามที่ตัวเองและสังคมเคยถามเอาไว้เสียสิ้น แต่จะว่าไปแล้วคนที่ทำให้มันเป็นแบบนี้ก็คือนักการเมืองเขี้ยวลากดินรุ่นเดอะอย่างท่านเลขา ณ สุราช นั่นแหละ ส่วยคุณหล่อหน้ามนก็ไม่น่าจะไปบ้าจี๊ตามเขาเหตุเพราะอำนาจมันบังตาเล๊ย
       
เออ จะว่าไปก็แอบสะใจอยู่มิใช่น้อย เหตุมาจากมีคนมากระซิบกับเฮียว่า ตอนนี้เจ้าสำนักเหลี่ยมกำลังเครียดจัด ที่แกเครียดนะไม่ใช่ไอเรื่องที่แกไปทำน้อง เลียดิ ท้องแล้ว อีเมียจอมวีน จะจับไปทำแท้งแต่อย่างใด แต่ทว่าบักเหลี่ยมแกเครียดเรื่องที่อำนาจทั่วเองมีกำลังจะหดหายเหมือนดุ้นของตน โทรไปหอนครวญครางเป็นกระหรี่หาคนโน้นทีคนนี้ที แต่ล่าสุด เจ้าสำนักเหลี่ยมได้ต่อสายตรงไปยัง บักห้อยโหนมนต์ดำ ประมาณว่าให้กลับมาเถอะ มีอะไรคุยกันได้ ประมาณว่าไม่อั้น แต่กลับเจอบักห้อยตอบไปว่า มันจบแล้วครับนาย หลังจากนั้นจิ้งจกที่ดันเกาะอยู่แถวนั้นก็บอกต่ออีกว่า เจ้าสำนักเหลี่ยมครึ่งบกครึ่งน้ำถึงกับเงียบและอึ้งไปเลย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตนเป็นฝ่ายพูดให้บักห้อยฟังฝ่ายเดียว คงช็อคหน้าดูที่หมดหนทางแล้ว  ถึงแม้จะโทรไปล็อบบี้เจ้าสำนักต่างๆด้วยตนเอง แต่เพราะเงินในกระเป๋ามันร่อยหรอลงทุกวัน แถมพรรคเล็กก็เริ่มจะรู้ตัวแล้วว่าความจริงสู้กับใครอยู่ ประกอปกับความขลังของมนท์ผู้วิเศษชุดเขียว ทำให้พูดอะไรไปก็สั่งเหมือนสั่งขี้มูก ไม่มีผลอะไรทั้งนั้น 555+ สะจายยยเฮีย

        แต่อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจไปนัก อันนี้จริงเท็จอย่างไรเฮียไม่คอนเฟิร์ม เพราะ เจ๊ปากดีเค้าแอบกระซิบมาว่า ความจริงที่หมอผีเขมรมันทำอย่างนี้นั้นเป็นกลลับลวงพราง เพื่อจะช่วยบักเหลี่ยมแก้กฎหมายให้พ้นผิด โดยจะอ้างว่าทำเพื่อความสมานฉันท์ และจะแก้กฎหมายให้ทุกฝ่ายพ้นผิด รวมถึง กลุ่มวีระบุรุษเสื้อเหลือง ด้วย ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง เฮียอยากจะบอกว่าเอากองไว้ตรงนั้นเลย ความหวังดีจอมปลอมของพวกแกนะ อย่ามาทำเนียน ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่ต้องมาทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย เห็นแกชอบด่า กล่องดวงใจของวีระบุรุษเสื้อเหลือง ที่แกบอกว่าเป็นเจ้าของกลุ่มวีระบุรุษเสื้อเหลือง ว่าเป็นอภิสิตชนเอย ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเอย แล้วที่แกทำอยู่นะเขาเรียกว่าอะไร ไม่ใช่อยู่เหนือกฎหมายและเป็นเหมือนอภิสิตชนหรอ หน่วยงานไหนกำลังทำคดีของตัวเองก็เล่นย้ายเขาแล้วยัดคนของตัวเองเข้าไปทำแทนเพื่อให้สำนวนอ่อนลง คิดว่าหน่วยงานราชการมันเป็นเหมือนรูบานๆของอีเมียจอมวีนหรืออย่างไร ถึงได้คิดจะยัดเข้าก็ยัดออกตามใจชอบ ทำผิดกฎหมายข้อไหนก็จะแก้เพื่อซักฟอกให้ตนและพวกพ้อง แบบนี้ไม่ให้เรียกอภิสิตชนแล้วจะเรียกว่าอย่างไร  สิ่งที่เขาสำรอกออกมากล่าวหาคนอื่นกลับเป็นสิ่งที่เป็นตัวตนของเขาทั้งนั้น คิดว่าคนอื่นเขาจะประพฤติตนสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเรียกพี่อย่างคุณหรอ

     อีกสาเหตุหนึ่งของการทิ้งทวนสำนักเหลี่ยมครึ่งบกครึ่งน้ำก็คือ  สำนักทั้งหลายต่างเริ่มประจักษุ์แล้ว ว่าผู้มีบารมีนอกรัฐธรมนูญของเหลี่ยมหมายถึงใคร เห็นเมื่อก่อนชอบอ้างว่าหมายถึง ท่านที่ปรึกษา แต่เหตุไฉนการโจมตีจากเว็บต่างๆฝั่งสำนักเหลี่ยมกลับไปโจมตีกล่องดวงใจของวีระบุรุษเสื้อเหลืองผู้เป็นนายของท่านที่ปรึกษาซะละ ไม่ใช่แค่เว็บไซต์เท่านั้น เล่นด่ากันจะๆบนเวทีปราศรัยของ กลุ่มผู้นิยมสวมสนตะพาย จนเป็นเหตุให้หนึ่งในแกนนำ อีเอ็นโดฟิน ผู้ที่ใช้ฟันพูดแทนริมฝีปาก ต้องไปนอนในคุกฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วก็ไอ้อีกตัวที่ถูกตามจับในข้อหาเดียวกันแต่ตอนนี้หนีไปอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้านเรียบร้อยแล้วววว ส่วนอีกระเทยแอ๊บแมนผู้มีชื่อเล่นตรงกับวรรณยุคตัวหนึ่งที่มีความหมายว่าเป็นที่หนึ่ง(ร่านเป็นที่หนึ่งอะดิ) ก็เฉียดคุ๊กไปฉิวเฉียดในข้อหาเดียวกัน แต่พอดี หมูจอมแดก มันช่วยไว้ก่อน พอรู้ว่าอีกกระเทยตนนี้มีอันจะต้องติดคุ๊ก ก็รีบย้ายตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ออกไปทันที แล้วก็ยัดคนฝั่งเหลี่ยมเข้าไปทำคดีแทน คดีเลยได้ยืดเยื้อมาถึงขนาดนี้

    ถึงแม้ช่วงนี้ ไอ้ บก. เอ๋อ แห่งค่าย ข่าวสีฟ้า ก็พยายามจะสร้างกระแสว่าวีระบุรุษเสื้อเหลืองจะจัดตั้งพรรคการเมือง ตัวแกหรืออาจจะเป็นคนอื่นที่บอกเรื่องนี้กับแกมีเจตนาอย่างไร จะดิสเครดิตพวกเราหรือให้ความหวังกับประชาชน ไม่ว่าพวกเขาจะมีเจตนาอย่างไร เฮียขอคอนเฟิร์มตรงนี้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะว่า core activistส่วนใหญ่ในกลุ่มวีระบุรุษเสื้อเหลืองเกินครึ่งนั้นเป็นสื่อสารมวลชน และที่เหลือก็เป็นNGO ไม่ทราบว่าคุณบก.ไปได้ข่าวนี้มาได้อย่างไร หรือเดี๋ยวนี้เปลี่ยนแนว เลิกเป็นหมาเฝ้าบ้าน แต่ไปเป็นหมาล่าแบงค์กับเขาด้วย 

    เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะเป็นหน้าหล่อหน้าเหลี่ยมก็หน้าซื่อใจคดเหมือนกันหมด แบบนี้บ้านเมืองเราจะไปรอดไหมน๊า ปีหน้าก็จะมีวิกฤตเศษฐกิจอย่างรุนแรง ถ้าเรามีรัฐบาลที่ไม่เข็มแข็งชาติของเราอันเป็นต้องล่มจมเป็นแน่แท้ กลัวแต่ว่ารัฐมนตรีชุดใหม่นี้ออกมาจะไม่ต่างอะไรกับชุดที่แล้ว มีที่ไหนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศพูดภาษาฝรั่งไม่ได้ ไม่มีใครมีคุณภาพซักกะคนใน ครม.สองสามชุดที่ผ่านมา ที่ญาติผู้ใหญ่เฮียเขาเล่าให้ฟังถึงโกว์ต้าร์ต่างๆที่จัดสรรให้กับแต่ละกลุ่ม พอลองคิดดูเล่นๆว่ากลุ่มนี้จะส่งใครมานั่งเก้าอี้ไหน ก็ต้องน้ำตาตกในทีเดียว

 เอวังละประละฉะนี้

edit @ 10 Dec 2008 13:33:49 by Nae

edit @ 10 Dec 2008 13:43:27 by Nae

edit @ 11 Dec 2008 23:14:01 by Nae

edit @ 12 Dec 2008 11:51:30 by Nae

edit @ 14 Dec 2008 23:01:14 by Nae

edit @ 14 Dec 2008 23:03:09 by Nae

edit @ 14 Dec 2008 23:07:22 by Nae

เดทครั้งเเรกในชีวิต(ภาค1)

posted on 21 Oct 2008 12:12 by triwoottipong

เอิ๊กๆๆ

 

มีความสุขจริงๆ

การที่เราได้อยู่ใกล้ๆคนที่เรารักเนี่ย

เริ่มตั้งแต่เช้าวนศุกร์

เราก็เริ่มเตรียมตัวที่จะไปเที่ยวที่สวนจตุจักกับพี่ธิป

ความจริงเค้าชวนเราตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วแหละครับ

แต่ไม่รู้ไปแล้วจะไปทำอะไรดี

ผมก็เลยตัดสินใจ

จะโชว์พาวทักษะทางด้านการทำอาหารซะเลย

ว่าแล้วก็เลยบอกกะพี่ธิปไปว่าเดี๋ยวเนจะทำอาหาร

ไปนั่งกินกัน แล้วเนก็จะทำอาหารไปฝาก

ว่าที่แม่ยาย

555+

ว่าแล้วเราจะไปเช้าวันเสาร์ก็ต้องเตรียม

ทำการตั้งแต่วันสุข

ว่าแล้วเราก็ไปจ่ายตลาด

จ่ายไปจ่ายมา

ตังค์ที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะซื้อหัวปลาแซลมอนที่เรากะจะอำมาทำต้มยำ

เลยจำเปนต้องลดสเปกของลงหน่อย

เอาเปนต้มยำหัวปลากระพงแทนละกาน

ว่าแล้ว

เราก็จัดการต้มยำมันซะเย็นนั้นเลย

ส่วนยำวุ้นเส้น ลาบ และ อื่นๆ

จำเป็นต้องทำพรุ่งนี้เข้าก่อนไป

ว่าแล้วเราก็ตื่นมาแต่เช้ามืด

รีบแสนรีบมาทำอาหาร

ทำไปทำมา9โมงแล้วก็ยังมะเสร็จ

เราก็เลยต้องโทรไปเลื่อนนัดสุดที่รักก่อน

จาก10โมงเปน11โมงละกาน

เอาจริงๆกว่าจะเสร็จก็10โมงครึ่ง

กว่าจะไปถึงที่นั้นก็เที่ยงกว่าๆ

ดีนะที่หวานใจเราไม่ขี้งอน

เลยมะมีปัญหา

เราก็นั่งกินไปคุยไป

หยอกล้อเล่นกานไปเรื่อยๆ

พี่แกก็อยากไปดูพวกอนุสรต่างๆที่เค้าเอามาแลกเปลี่ยนกัน

ในชาติอาเซี่ยน

ผมก็เลยโอเจ พี่แกจบประวัติศาสตร์ คงจะได้ฟังความรู้อะไรดีๆอีกเยอะ

เดินไปเดินมา

ก็มาถึงจุดๆนึง

ตรงนั้นมีเก้าอี้วางอยู่พอดี

แล้วก็ไม่ค่อยมีใครเดินผ่าน

พี่ธิปเค้าก็อยากจะไปนั่งพักแถวนั้น

พอนั่งเค้าก็เอาสมุดมานั่งวาดโน่นวาดนี่

ตรงนั้นมันมะมีคน

เราก็เลยได้โอกาส

โอบซะเลยเอิ๊กๆๆๆ

ซักพักพอเค้าขี้เกียจวาด

เค้าก็มาหนุนแขนเรา

เราก็ตื่นเต้นมากๆเลย

แต่ว่าต้องตั้งสติ พยายามอย่าทำตัวเตลิด

เพราะเดี๋ยวเราจะเสียเชิง

 

(พักแป๊ป  เดี๋ยวมาเขียนต่อบันทึกต่อ)

 

 

edit @ 21 Oct 2008 12:34:14 by Nae